flickr Perfect Woman Institute  
     
ทราบข่าวสาร และ Promotion ก่อนใคร คลิก"ถูกใจ" ก่อนเลยค่ะ
 

การตรวจวินิจฉัยภาวะมีบุตรยากในฝ่ายหญิง

    การซักประวัติ
  • จำนวนการตั้งครรภ์และผลการสิ้นสุดการตั้งครรภ์ก่อนหน้านี้ การสิ้นสุดการตั้งครรภ์อาจเป็น การคลอดทารกมีชีวิต การแท้งเอง การทำแท้ง การท้องนอกมดลูก ฯลฯ
  • จำนวนบุตรที่มีชีวิตอยู่
  • ภาวะแทรกซ้อนหลังคลอดหรือหลังแท้งบุตร
  • การคุมกำเนิดที่ใช้หลังจากการการตั้งครรภ์ครั้งหลังสุด
  • การคุมกำเนิดที่เคยใช้ ในกรณีที่ไม่เคยมีการตั้งครรภ์มาก่อน
  • การตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากก่อนหน้านี้
  • การรับการรักษาภาวะมีบุตรยากก่อนหน้านี้
  • โรคที่อาจส่งผลกระทบต่อภาวะมีบุตรยาก เช่น เบาหวาน วัณโรค ไทรอยด์
  • การรับการรักษาด้วยยา ความเจ็บป่วยในอดีต เช่นเคยได้รับยารักษามะเร็ง เป็นต้น
  • การรับการรักษาด้วยการผ่าตัดในอดีต เช่น การผ่าตัดรักษาใส้ติ่งอักเสบ การผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน การผ่าตัดรักษาโรคทางนรีเวช
  • การอักเสบในอุ้งเชิงกรานในอดีต
  • เคยติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน chlamydia
  • มีตกขาวผิดปกติบ่อยๆ หรือเคยเป็นหลายครั้งในอดีต
  • มีน้ำสีขาวคล้ายน้ำนมไหลออกมาจากหัวนม ในกรณีที่ไม่ได้อยู่ในช่วงให้นมบุตร หรือไม่เคยตั้งครรภ์มาก่อน
  • เคยสัมผัสการพิษจากสิ่งแวดล้อมในบ้าน หรือในที่ทำงาน
  • ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากหรือใช้สารเสพติด
  • อายุที่เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก
  • ความสม่ำเสมอของการมีรอบเดือน
  • รอบของรอบเดือน (เป็นวัน)
  • จำนวนวันในช่วงที่มีระดู โดยเฉลี่ยในแต่ละเดือน
  • เลือดระดูที่ออกมามีลักษณะปกติหรือไม่ มีเลือดออกมากหรือมีลิ่มเลือดหรือไม่
  • ในระหว่างที่มีระดูมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วยหรือไม่
  • มีเลือดออกระหว่างรอบเดือนหรือไม่
  • มีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์หรือไม่
  • วันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย
  • รู้วิธีคำนวณวันไข่ตกหรือไม่
  • หากรู้ ได้ลองใช้วิธีดังกล่าวช่วยในการกำหนดวันมีเพศสัมพันธ์หรือไม่
  • ในหนึ่งเดือนมีเพศสัมพันธ์กี่ครั้งโดยประมาณ
  • รูปแบบของการมีเพศสัมพันธ์ได้เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์ลดลง มากกว่า เหมือนเดิม หรือมีเพศสัมพันธ์เฉพาะช่วงเวลาที่คาดว่าจะมีไข่ตก
  • มีอาการเจ็บระหว่างมีเพศสัมพันธ์ และบริเวณที่รู้สึกเจ็บ

    การตรวจร่างกายทั่วไป
  • ลักษณะร่างกายทั่วไป เพื่อประเมินสุขภาพร่างกายทั่วไป
  • ชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูงเพื่อหามวลร่างกายว่าอยู่ในสมดุลย์หรือไม่
  • วัดความดันและการเต้นของชีพจร ฟังเสียงปอด
  • ประเมินการกระจายของผมและขนทั่วร่างกาย การมีขนบริเวณใบหน้าและตามตัวมากอาจบ่งบอกถึงการมีซีสท์ที่รังไข่
  • ทำการตรวจเต้านมว่าไม่มีก้อนที่เต้านม โดยปกติจะสนับสนุนให้ทำการตรวจด้วยตนเองทุกเดือน
  • ไม่มีสารคัดหลั่งคล้ายน้ำนมไหลออกมาจากหัวนม ในรายที่ไม่ได้อยู่ในระหว่างให้นมบุตรหรือไม่เคยตั้งครรภ์มาก่อน
  • ตรวจทางหน้าท้องเพื่อคลำหาก้อน หรือความรู้สึดตึงหรือปวดผิดปกติที่อาจเกิดจากการอักเสบในอุ้งเชิงกราน หรือร่อยรอยแผลผ่าตัดทางหน้าท้อง
  • ตรวจภายใน และตรวจในอุ้งเชิงกราน เพื่อตรวจดูความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก ช่องคลอด ปากมดลูก และมดลูก

การตรวจวินิจฉัยพื้นฐาน

การตรวจฮอร์โมน Progesterone ในวันที่ 21

วิธีการนี้เป็นวิธีที่คุ้มค่าใช้จ่ายมากที่สุดที่จะบอกว่ามีการตกไข่ได้ ตัวอย่างของเลือดจะถูกเจาะออกมาตรวจความเข้มข้นของระดับฮอร์โมน Progesterone ในวันที่ 21 หากมีรอบเดือน 28 วัน แต่ถ้ามีรอบเดือนแตกต่างจากนี้ก็จะต้องใช้การคำนวนช่วยกำหนดวันที่จะทำการเจาะเลือดคือจะเจาะในวันที่ 7 ก่อนที่รอบเดือนถัดไปจะเริ่มต้นขึ้น เช่น รอบเดือน 35 วัน ก็จะทำการเจาะเลือดในวันที่ 28 เป็นต้น หรืออีกนัยหนึ่งการเจาะเลือดตรวจจะทำหลังจากที่ไข่ตกไปแล้ว 7 วัน หากระดับฮอร์โมน Progesterone มากกว่าหรือเท่ากับ 30 nmol/l หมายถึงว่ามีการตกไข่เกิดขึ้นในรอบเดือนนั้น แต่ถ้ารอบเวลาของรอบเดือนไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ การเจาะตัวอย่างเลือดอาจทำหลายครั้งห่างกัน 2 – 3 วันในช่วง Luteal phase

การตรวจฮอร์โมน LH

วิธีการตรวจการตกไข่โดยทางอ้อมอีกวิธีหนึ่งคือการตรวจระดับ Luteinizing hormone: LH ในเลือด อย่างไรก็ตามวิธีการนี้มีข้อจำกัดคือต้องทำการเจาะเลือดหลายครั้งเพื่อติดตามระดับฮอร์โมน หลังจากที่ระดับ LH เริ่มขึ้นสูง จะมีการตกไข่เกิดขึ้นภายใน 36 ชั่วโมงหลังจากนั้น ปัจจุบันมีทางเลือกที่ง่ายขึ้นในการตรวจ LH จากปัสสาวะ ด้วยชุดตรวจที่ตรวจเองได้และหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป ช่วยให้สะดวกมากขึ้น การตรวจ LH ในปัสสาวะอาจต้องทำวันละ 1- 2 ครั้งเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจ เนื่องจากเราทราบว่าปกติระดับ LH ที่จะสูงขึ้นมักเริ่มหลังเที่ยงคืน ดังนั้นผู้ผลิตจึงแนะนำให้ทำการตรวจจากปัสสาวะครั้งแรกในตอนเช้าหลังตื่นนอน แต่ก็มีบางผู้ผลิตที่แนะนำให้ทำการตรวจในปัสสาวะครั้งที่สองของวัน และบางบริษัทแนะนำให้ทำการตรวจในตอนเย็นแทน เนื่องจากการตรวจไม่สามารถทราบเวลาที่แน่ชัดที่เริ่มมีการเพิ่มสูงขึ้นของ LH ดังนั้นจะเป็นการรอบคอบมากกว่าที่จะสันนิษฐานว่าการตกไข่จะเกิดขึ้นใน 24 ชั่วโมงหลังจากการตรวจพบ LH ในปัสสาวะในตอนเช้า การตรวจมักเริ่มขึ้น 4 วันก่อนวันที่คาดว่าข่จะตก สำหรับผู้ที่มีรอบเดือน 28 วัน จะเริ่มทำการตรวจตั้งแต่วันที่ 10 ของรอบเดือน สำหรับผู้ที่มีรอบเดือน 35 วัน การตรวจจะเริ่มทำตั้งแต่วันที่ 18 ของรอบเดือนเป็นต้น ผู้ที่ต้องการมีบุตรอาจใช้วิธีการนี้ในการกำหนดวันที่จะมีเพศสัมพันธ์ให้ตรงกับช่วงเวลาที่ไข่ตกมากที่สุดเพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์

การตรวจฮอร์โมนอื่นๆ

การตรวจความเข้มข้นของฮอร์โมน Follicle stimulating hormone: FSH และ LH ในเลือดในวันที่ 2, 3, 4 หรือ 5 ของรอบเดือน จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากเกี่ยวกับการทำงานของรังไข่ ระดับของ FSH นั้นจะสูงมากในผู้หญิงที่รังไข่ล้มเหลว และในรายที่มีซิทส์ที่รังไข่ระดับของ LH จะมีแนวโน้มสูงขึ้นปานกลาง และมากกว่า FSH ระดับ FSH มักปกติ รวมทั้งระดับ Androgen ในเลือดจะสูงขึ้นด้วย แต่ก็จะไม่สูงเท่ากับระดับ Androgen ของเพศชาย ความเข้มข้นของฮอร์โมน FSH และ LH ในเลือดจะมีน้อยในรายที่มีน้ำหนักน้อยและพวกนักกีฬาที่มีการออกกำลังกายอย่างหนักทำให้ระบบการตกไข่ไม่สามารถทำงานตามปกติได้ FSH และ LH นั้นแทบไม่สามารถตรวจพบได้ในผู้หญิงที่เป็น Hypogonadotrophic hypogonadism

ระดับ Estrogen ในเลือดก็สามารถทำการตรวจได้เช่นเดียวกัน ค่าที่แน่ชัดนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงเวลาของรอบเดือน ผลการตรวจนั้นช่วยในการวินิจฉัยปัญหาของรังไข่ได้ ระดับ Estrogen ต่ำหมายถึงการทำงานของรังไข่ไม่ดี พบได้ในพวกที่รังไข่ล้มเหลว หรือ Hypogonadotrophic hypogonadism

ระดับ Prolactin ในเลือดควรได้รับการตรวจด้วยเช่นกันในวันที่ 2, 3, 4 หรือ 5 ของรอบเดือน ถ้าพบว่าระดับ Prolactin

ในเลือดสูงจะทำการตรวจซ้ำเพื่อป้องกันการวนิจฉัยผิดพลาดจากความเครียด เนื่องจากความเครียดส่งผลให้ Prolactin สูงขึ้นได้ แต่เพียงในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น การที่มีระดับ Prolactin ในเลือดสูงเป็นเวลานานจะส่งผลกระทบต่อการตกไข่ การตรวจ X-ray, MRI หรือ CT scan จะช่วยวินิจฉัยได้ว่าภาวะที่ Prolactin ในเลือดสูง (Hyperprolactinaemia) นั้นเกิดจากเนื้องอกที่ต่อม Pituitary หรือไม่

การตรวจท่อนำไข่

ส่องกล้องทางหน้าท้องและการฉีดสี (Laparoscopy with dye test)

หากเป็นไปได้ ผู้มีบุตรยากควรได้รับการตรวจส่องกล้องทางหน้าท้องและการฉีดสี เนื่องจากการตรวจชนิดนี้ให้ผลการตรวจซึ่งตอบสนองถึงสองจุดมุ่งหมายของการหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากทั้งสภาพของท่อนำไข่และให้ข้อมูลที่ชัดเจนของสภาพภายในอุ้งเชิงกราน เพื่อวินิจฉัยแยกโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ พังผืดในอุ้งเชิงกราน หรือปัญหาอื่นๆที่อาจเป็นสาเหตุหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะมีบุตรยาก ถ้าหากทำการตรวจในช่วงหลังไข่ตกก็จะสามารถสังเกตการตกไข่ได้ด้วยโดยการตรวจดู Corpus luteum ที่รังไข่ อย่างไรก็ตามการตรวจจะต้องกระทำเมื่อแน่ใจว่าไม่มีการตั้งครรภ์ในขณะนั้น

หากต้องการจะตรวจในช่วงหลังไข่ตกจะต้องทำการคุมกำเนิดหรือไม่มีเพศสัมพันธ์ในช่วงก่อนหน้านั้นซึ่งเป็นช่วงที่คาดว่าจะเกิดการตกไข่

การตรวจส่องกล้องทางหน้าท้องและการฉีดสีสามารถทำได้ในวันเดียวและไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาล โดยจะต้องงดน้ำและอาหารก่อนทำการตรวจเป็นเวลาประมาณ 6 ชั่วโมงขึ้นไปเนื่องจากจะมีการให้ยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไป ยาที่ใช้ในการระงับความรู้สึกนั้นจะเป็นยาที่ออกฤทธิ์สั้น และการฟื้นคืนสิติจะกลับมาสมบูรณ์ภายในเวลาอันรวดเร็วหลังจากการตรวจเสร็จสิ้น อย่างไรก็ตามไม่ควรขับรถกลับบ้านเอง ควรมาพร้อมกับสามีหรือเพื่อนหรือญาติ เพื่อที่หลังการตรวจจะได้มีคนพากลับบ้าน

หลังจากให้ยาระงับความรู้สึก แพทย์จะใช้เข็มเจาะผ่านผนังหน้าท้องลงไปยังช่องท้องเพื่อที่จะนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปประมาณ 1.5 ลิตร เพื่อที่จะขยายช่องท้องให้มีพื้นที่พอที่จะมองเห็นอวัยวะต่างๆได้ชัดเจน หลังจากนั้นจะทำการกรีดผิวหนังบริเวณไต้สะดือเป็นแผลยาวประมาณ 0.5 - 1 เซนติเมตรขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องมือที่ใช้ เพื่อนำกล้อง (Laparoscope) ลงไปในช่องท้อง และทำการตรวจอวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน ได้รังไข่ ท่อนำไข่ และมดลูก ในอุ้งเชิงกรานจะได้รับการตรวจด้วยว่ามีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือพังผืดเกิดขึ้นหรือไม่ แพทย์อาจทำการกรีดผิวหนังอีกแผลหนึ่งเล็กๆต่ำลงมาจากไต้สะดือเหนือหัวหน่าว เพื่อใส่เครื่องมือเข้าไปช่วยจับอวัยวะต่างๆ เพื่อช่วยให้การตรวจทำได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

การฉีดสีเข้าไปในท่อนำไข่ระหว่างการส่องกล้องทางหน้าท้องนั้น จะช่วยตรวจสภาพของท่อนำไข่ได้ชัดเจน โดยแพทย์จะทำการฉีดสีเมธิลีนบลู (Methylene blue) ผ่านปากมดลูกเข้าไปยังมดลูกอย่างช้าๆ หากท่อนำไข่ไม่อุดตัน สีก็จะไหลผ่านปลายเปิดของท่อออกมาให้เห็นในอุ้งเชิงกรานได้

หลังจากนั้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกดูดออกมามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และรอยแผลเล็กๆทั้งสองนั้นจะถูกเย็บปิด 1 – 2 เข็ม หรือหากแผลมีขนาดเล็กมากอาจไม่จำเป็นต้องเย็บเพียงแต่ปิดพลาสเตอร์เอาไว้เท่านั้น หลังจากที่ได้พักเป็นเวลา 2 – 3 ชั่วโมงในห้องพักฟื้น ผู้ป่วยจะได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ควรพักอยู่ที่บ้าน 2 - 3 วันก่อนที่จะกลับไปทำงาน การตรวจส่องกล้องทางหน้าท้องและการฉีดสีนั้นแม้ว่าจะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ เช่นอาจมีอาการท้องอืดแน่นท้อง ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปใน 1 – 2 วัน นอกจากนี้อวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานหรือในช่องท้อง รวมถึง ลำไส้ และเส้นเลือด อาจได้รับบาดเจ็บในระหว่างการตรวจ หากการบาดเจ็บนั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดเข้าไปแก้ไข และจะต้องนอนพักในโรงพยาบาล ภาวะแทรกซ้อนอีกอย่างหนึ่งซึ่งพบได้น้อยมากได้แก่ การที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บางส่วนผ่านเส้นเลือดเข้าไปเป็นฟองอากาศในกระแสเลือด และไปถึงหัวใจและปอดก่อนที่จะละลายไปในเลือด ซึ่งอาจไปอุดตันในเส้นเลือดหัวใจและปอดทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้ อย่างไรก็ตามการเกิดภาวะฟองอากาศในเลือดนี้พบได้น้อยมากเมื่อใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่พบได้มากขึ้นหากใช้ก๊าซชนิดอื่นแทนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการตรวจส่องกล้องทางหน้าท้อง เช่น อากาศปกติ หรือ ก๊าซไนโตรเจน

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในช่องท้องนั้นจะถูกนำออกมามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็จะยังมีบางส่วนคงเหลืออยู่ในช่องท้อง ซึ่งก็จะถูกดูดซึมไปเองในร่างกาย และอาจใช้เวลาเป็นวันกว่าจะหมดสิ้นไป ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่คงเหลืออยู่จะเคลื่อนตัวขึ้นสูงสู่กระบังลมเมื่อใดก็ตามที่นั่งหรือยืน จึงอาจเกิดการระคายเคืองบริเวณกระบังลมได้ และเนื่องจากต้นกำเนิดของเส้นประสาทมาเลี้ยงบริเวณกระบังลมได้รับการส่งต่อสัญญาณประสาท จึงอาจรู้สึกปวดบริเวณหัวไหล่ได้ แต่อาการเช่นนี้จะหายไปได้เองในที่สุด

การตรวจอัลตร้าซาวด์อุ้งเชิงกราน

เทคโนโลยีของอัลตร้าซาวด์สามารถให้ภาพที่มีรายละเอียดและมีคุณภาพสูง และปัจจุบันสามารถทำการตรวจได้ง่ายมากขึ้น อัลตร้าซาวด์ได้ปฏิวัติการบริหารจัดการภาวะมีบุตรยากและเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการช่วยเหลือการเจริญพันธุ์ หากเป็นไปได้ผู้มีบุตรยากทุกรายควรจะได้รับการตรวจอัลตร้าซาวด์ในช่วงที่มีการวินิจฉัยหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก เนื่องจากอัลตร้าซาวด์จะช่วยในการวินิจฉัยความผิดปกติหลายประการที่เกี่ยวข้องกับภาวะมีบุตรยาก เช่น รูปร่างผิดปกติของมดลูก เนื้องอกของมดลูก ซิสท์ของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซีสท์ของรังไข่ และ Hydrosalpinges (ภาวะที่ท่อนำไข่อุดตันบริเวณปลายเปิดออกสู่ช่องท้องเนื่องมาจากการอักเสบติดเชื้อ และมีสารคัดหลั่งและน้ำมาสะสมอยู่ภายใน) นอกจากนี้การตรวจอัลตร้าซาวด์ยังให้ข้อมูลพื้นฐานที่เป็นประโยชน์มากมาย เช่นขนาดของมดลูกและรังไข่ และยังช่วยให้สามารถประเมินความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกได้อีกด้วย

การตรวจอัลตร้าซาวด์สามารถทำได้สองทางคือทางหน้าท้องและทางช่องคลอด ทางหน้าท้องจะใช้หัวตรวจสำหรับทางหน้าท้อง ซึ่งแพทย์จะเลื่อนไปมาบริเวณหน้าท้องผ่านเจลซึ่งเป็นสื่อเพื่อดูอวัยวะต่างๆ การตรวจทางหน้าท้องนี้จำเป็นต้องกลั้นปัสสาวะเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะเต็มและขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งจะช่วยดันมดลูกให้ขึ้นมาอยู่ใกล้กับผนังหน้าท้องมากที่สุด ดังนั้นก่อนทำการตรวจจึงต้องดื่มน้ำมากๆและกลั้นปัสสาวะเอาไว้ จนเมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะมากจึงจะสามารถทำการตรวจได้ ทั้งนี้อาจทำให้รู้สึกไม่สะดวก แต่สำหรับการตรวจทางช่องคลอดนั้นสามารถทำได้เลยและจะสามารถเห็นภาพในอุ้งเชิงกรานได้อย่างชัดเจนมากกว่า โดยจะใช้หัวตรวจที่ใช้สำหรับทางช่องคลอดโดยเฉพาะซึ่งคลุมด้วยถุงยางที่สะอาดและใช้ครั้งเดียวทิ้งเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ก่อนจะใส่หัวตรวจเข้าไปในช่องคลอดจะใส่เจลซึ่งเป็นสื่อไว้ที่หัวตรวจด้วย และเจลยังช่วยหล่อลื่นภายในช่องคลอดจึงทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ ด้วยเหตุนี้จึงมีเพียงบางกรณีเท่านั้นซึ่งจำเป็นจะต้องตรวจทางหน้าท้อง นอกนั้นจะตรวจทางช่องคลอดทั้งหมด

การส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopy)

ทำได้โดยใส่กล้องที่ใช้สำหรับการตรวจผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก น้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาตรเพียงเล็กน้อยจะถูกใส่เข้าไปเพื่อขยายโพรงมดลูกออก เพื่อช่วยให้มองเห็นสภาพภายในได้อย่างชัดเจน การตรวจนี้จะช่วยวินิจฉัยสภาพภายในโพรงมดลูก เช่น เนื้องอกในโพรงมดลูก มดลูกมีรูปร่างผิดปกติ Asherman’s syndrome (ภาวะที่ผนังโพรงมดลูกติดกัน) และสาเหตุบางประการที่ทำให้มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด การตรวจนี้สามารถทำได้ในคลีนิคหรือโรงพยาบาล และไม่จำเป็นต้องนอนพักในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามการตรวจนี้จำเป็นต้องให้การระงับความรู้สึกเฉพาะที่หรืออาจให้เพียงยานอนหลับ หากทำการตรวจในห้องผ่าตัดในโรงพยาบาลอาจทำร่วมกับการตรวจการตรวจส่องกล้องทางหน้าท้องและการฉีดสีเพื่อจะสามารถประเมินสภาพของมดลูกและท่อนำไข่ได้อย่างครบถ้วนในคราวเดียว

การตรวจอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับการหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

นอกจาการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากแล้ว ผู้หญิงยังต้องรับการตรวจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ ได้แก่การตรวจหาภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันในเลือด หัดเยอรมันนั้นเป็นเชื้อไวรัส เมื่อติดเชื้อจะทำให้มีไข้ และมีผื่นตามตัว และเมื่อหายจากการติดเชื้อแล้วร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อซ้ำอีก และถ้าหากได้รับเชื้อไวรัสนี้ในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะ 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ จะส่งผลให้ทารกมีความพิการของร่างกายขั้นรุนแรง ดังนั้นสำหรับผู้หญิงที่ตรวจแล้วว่าไม่มีภูมิคุ้มกันจะได้รับการฉีดวัคซีนให้ก่อนที่จะเริ่มรักษาให้ตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังอาจได้รับการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) และไวรัสตับอักเสบบีและซี การตรวจเลือดอื่นๆได้แก่การตรวจหมู่เลือด ตรวจนับเม็ดเลือด ความเข้มข้นของเลือด และการตรวจโรคถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อย เช่น ธาลัสสซีเมีย

Perfect Woman Institute.
info@perfectwomaninstitute.com
2123/1 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
โทร : 02 716 7001 แฟกซ์ : 02 716 7004

Perfect Woman Institute is established to ensure the highest health standard for women in Thailand
www.perfectwoman.co.th