กิฟท์ (GIFT), ซิฟท์ (ZIFT)
ปัจจุบันการรักษาภาวะมีบุตรยากได้ก้าวหน้าไปมาก เพียงแต่วิธีการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงยังเกิดขึ้นในวงจำกัด แพทย์และนักวิทยาศาสตร์พยายามหาหนทางที่จะพัฒนารูปแบบของการรักษาให้ใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้นในธรรมชาติมากที่สุดและพยายามลดสิ่งรบกวนจากภายนอกลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ปัจจุบันเราสามารถทำการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย (IVF) แล้วเพาะเลี้ยงตัวอ่อนไว้ภายนอกจนถึงระยะที่พร้อมจะฝังตัว (บลาสโตซิสท์(Blastocyst)) แล้วจึงย้ายตัวอ่อนกลับคืนสู่โพรงมดลูกของแม่ได้ ซึ่งทำให้แนวทางในการรักษาภาวะมีบุตรยากในปัจจุบันนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงไปและมีอัตราความสำเร็จสูงขึ้นมาก แต่ยังคงพบว่าเรายังอาจได้ประโยชน์จากการรักษาด้วยวิธีดังเดิม คือ GIFT เนื่องจากในการตรวจวินิจฉัยภาวะมีบุตรยากด้วยการส่องกล้องทางหน้าท้องนั้น อาจมีผลพลอยได้ นั่นคือ หากได้ทำการกระตุ้นไข่เอาไว้และเมื่อวันที่ไข่มีความสมบูรณ์พร้อม ก็จะนัดผู้ป่วยมาทำการเก็บไข่และได้ทำการตรวจวินิจฉัยโดยการส่องกล้องทางหน้าท้อง โดยจะทำการใส่ไข่และอสุจิ ใส่เข้าไปในท่อนำไข่ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นในธรรมชาติ หลังจากนั้นหากไข่และอสุจิสามารถปฏิสนธิกันได้ก็จะมีการเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนและเดินทางมาฝังตัวในโพรงมดลูก ผู้ป่วยก็สามารถตั้งครรภ์ได้โดยกระบวนการของการตรวจวินิจฉัยภาวะมีบุตรยากในคราวเดียวเลย ซึ่งวิธีการเช่นนี้ จะช่วยให้การตรวจวินิจฉัยมีความคุ้มค่าใช้จ่ายมากขึ้น
ข้อบ่งชี้
ผู้ที่มีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสมในการทำ GIFT คือผู้ป่วยที่ประสบกับภาวะมีบุตรยากที่อธิบายสาเหตุไม่ได้และผู้ป่วยที่มีสาเหตุของภาวะมีบุตรยากหลายกรณี เช่นเป็น Endometriosis หรือไม่ประสบความสำเร็จในการรักษาด้วยวิธีฉีดเชื้อ ฝ่ายหญิงอายุมาก และมีผังผืดในอุ้งเชิงกรานเป็นต้น ยกเว้นผู้มีท่อนำไข่อุดตันทั้งสองข้างจะไม่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีการนี้ได้ และเนื่องจากยังมีโอกาสที่ผู้มีบุตรยากกรณีที่อธิบายสาเหตุไม่ได้จะมีความผิดปกติของกระบวนการในการเจริญพันธุ์บางประการ ซึ่งเมื่อได้รับการช่วยเหลือการเจริญพันธุ์แล้วพบว่าได้ผลลัพท์ที่น่าพึงพอใจ นอกจากนี้ยังเห็นได้ชัดว่าการช่วยให้มีการตกไข่คราวละหลายใบ และการนำเซลล์สืบพันธุ์ไปวางไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสมภายในท่อนำไข่นั้น เพียงพอต่อการเอาชนะอุปสรรคนานาประการในแต่ละคู่ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการรักษาด้วย GIFT
การกระตุ้นรังไข่
การกระตุ้นไข่ (Superovulation) สามารถทำได้โดยให้ Gonadotrophin ฉีดให้ทุกวันเป็นระยะเวลาประมาณ 14 วันโดยเฉลี่ย (range 12 – 21 วัน) การตอบสนองของรังไข่ต่อการกระตุ้นไข่นั้นสามารถตรวจดูได้ด้วยอัลตร้าซาวด์ และการตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมน Oestardiol (เอสโตรเจน) และฮอร์โมนอื่นๆร่วมด้วย จนเมื่อได้ Follicle ที่เจริญเติบโตจนมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 18 – 22 มิลลิเมตร จำนวนมากพอแล้ว การกระตุ้นการตกจะสามารถไข่ด้วยการฉีด Human chorionic gonadotrophin ขนาด 10000 IU และการเจาะไข่จะถูกกำหนดขึ้นหลังจากนั้น 34 -36 ชั่วโมง ฝ่ายชายจะถูกขอให้เก็บเชื้ออสุจิให้ในสองชั่วโมงก่อนทำการเจาะไข่ เพื่อให้เวลาในการเตรียมอสุจิให้พร้อมในห้องปฏิบัติการ
การเจาะไข่
การเจาะไข่จะเจาะผ่านทางช่องคลอดร่วมกับอัลตร้าซาวด์ (Transvagina ultrasoud guided oocyte retrieval) ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยมากที่สุด และช่วยให้สามารถเก็บเอาเซลล์ไข่ซึ่งกำลังเจริญเติบโตอยู่ใน Follicle ที่จะสามารถเก็บออกมาได้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้นการใช้อัลตร้าซาวด์บอกตำแหน่งร่วมกับการเจาะไข่ยังสามารถช่วยให้เก็บเซลล์ไข่ออกมาจาก Follicle ได้มากกว่าโดยจำนวนครั้งที่เข็มเจาะผ่านเข้าไปในผิวรังไข่น้อยกว่า ซึ่งลดความเสี่ยงและการปริมาณเสียเลือดจากผิวรังไข่ที่ไหลออกมาสู่ช่องท้องได้มากกว่า
คุณลักษณะและความสมบูรณ์ของเซลล์ไข่แต่ละใบ จะถูกประเมินและให้เกรดระหว่างการเจาะไข่นั้น ไข่ที่ดีที่สุด 5 ใบแรกจะถูกเลือกมาเพื่อผสมกับอสุจิก่อนใส่สำหรับใส่กลับคืนสู่ท่อนำไข่
การย้ายเซลล์ไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่
ไข่ที่ถูกเลือกไว้จะถูกดูดเข้ามาไว้ในสายยางที่ใช้สำหรับการย้ายเซลล์สืบพันธุ์เข้าท่อนำไข่ (Transfer catheter) รวมกับเชื้ออสุจิที่เตรียมไว้แล้วในปริมาตรหนึ่งซึ่งมีอสุจิอยู่ประมาณ 100,000 ตัว โดยที่จะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้มีการนำของเหลวปริมาณมากใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ ปริมาตรรวมของอสุจิและเซลล์ไข่และของเหลวอื่นๆไม่ควรเกิน 30 -50 μl
การส่องกล้องทางหน้าท้อง (Laparoscopy) เป็นวิธีการหลักในการย้ายเซลล์สืบพันธุ์เข้าสู่ท่อนำไข่ ช่องท้องจะถูกขยายออกด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อให้สามารถนำกล้อง Laparoscope และเครื่องมือต่างๆใส่เข้าไปได้อย่างปลอดภัย และสามารถมองเห็นสภาพภายในอุ้งเชิงกรานและอวัยวะต่างๆได้อย่าง หลังจากที่ได้มีการใส่กล้องเข้าไปยังอุ้งเชิงกรานแล้ว แพทย์จะทำการสำรวจอวัยวะต่างๆ และหากพบว่ามีเลือดออกที่จุดใดในอุ้งเชิงกรานก็จะทำการดูดออกมาภายนอก ท่อนำไข่ที่มีสภาพดีที่สุดและสามารถเข้าถึงได้ง่ายที่สุดจะถูกเลือกเพื่อที่จะใส่สายนำเข้าไป (Guide catheter)
เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องระวังให้เซลล์สืบพันธุ์สัมผัสกับอุณหภูมิห้องน้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ มิเช่นนั้นแล้ว โครงสร้างของเซลล์ไข่ที่มีชื่อเรียกว่า Spindle apparatus อาจถูกทำลายไป ซึ่ง Spindle apparatus นั้นมีความสำคัญต่อการควบคุมให้มีการแบ่งชุดของโครโมโซมเมื่อใดก็ตามที่มีการแบ่งเซลล์เกิดขึ้น การทำงานเป็นทีมจะช่วยให้ป้องกันไม่ให้เซลล์สืบพันธุ์สัมผัสกับอุณหภูมิห้องนานเกินไปได้ดีที่สุด โดยที่ต้องมีความสัมพันธ์กันของกระบวนการทำงาน และควรมี Embryologist ที่มีประสบการณ์ ซึ่งจะสามารถดูดเอาเซลล์สืบพันธุ์สัมผัสเข้าไปในสายสำหรับย้ายเซลล์สืบพันธุ์เข้าสู่ท่อนำไข่ (Transfer catheter) ได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที นั่นหมายถึงว่าก่อนหน้านี้ได้มีการใส่สายนำ (Guide catheter) เข้าไปไว้ในท่อนำไข่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่เซลล์สืบพันธุ์จะถูกนำออกมาจากตู้อบ (Incubator) และถูกดูดเข้าไปไว้ใน Transfer catheter หลังจากนั้น Transfer catheter จะถูกใส่เข้าไปใน Guide catheter อย่างระมัดระวัง เพื่อที่จะใส่เข้าไปในท่อนำไข่เป็นระยะทางประมาณ 4 เซนติเมตร หลังจากนั้นเซลล์สืบพันธุ์จะถูกฉีดออกจาก Transfer catheter อย่างเบามือเข้าสู่ท่อนำไข่โดยใช้แรงดันบวกที่ต่อมาจากกระบอกฉีด Guide catheter จะถูกนำออกมาจากท่อนำไข่เป็นอย่างแรก ก่อนที่จะนำ Transfer catheter ออกมาอย่างระมัดระวัง หลังจากนั้น Embryologist จะนำ Transfer catheter ไปทำการตรวจสอบว่ายังมีเซลล์ไข่หลงเหลือค้างอยู่ใน Transfer catheter หรือไม่
การดูแลหลังการทำ GIFT
การให้การดูแลหลังการทำ GIFT หรือการดูและในระยะครึ่งหลังของรอบเดือน (Luteal phase support) นั้นสามารถทำได้โดยการฉีด Progesterone ให้ทุกวัน หรือการให้ Progesterone gel (Crinone) หรือ Progesterone เม็ด (Clyclogest) 400 มิลลิกรัม เหน็บช่องคลอดวันละสองครั้ง ทุกวัน เป็นเวลา 12 – 14 วัน หรือให้ hCG ฉีดให้ หลังจากนั้นจะทำการตรวจการตั้งครรภ์โดยตรวจระดับ hCG ในกระแสเลือด หากผลการตรวจแสดงให้เห็นว่าตั้งครรภ์การให้ Progesterone เสริมนี้จะให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งอายุครรภ์ได้ 8 – 12 สัปดาห์ การตรวจอัลตร้าซาวด์จะกระทำภายหลังจากผลการตรวจเลือดแสดงการตั้งครรภ์แล้ว 3 สัปดาห์ และจะทำอีกครั้งเมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 12 เมื่อจะย้ายผู้ป่วยไปทำการฝากครรภ์ตามปกติ
|