|
ขั้นตอนที่ 1: การให้คำปรึกษา และการตรวจวินิจฉัยภาวะมีบุตรยาก
ฝ่ายหญิง
- ตรวจเลือดเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ (HbsAg, Anti-Hbs, Anti-HIV, VDRL, Rubella, CBC, ABO-RH screen, HB-Typing)
- ตรวจระดับฮอร์โมนเพื่อประเมินการทำงานของรังไข่ (FSH, LH, E2, P4, Prolactin, hCG)
- ตรวจประเมินสภาวะของมดลูก ด้วยการส่องกล้อง (Hysteroscopy) หรือตรวจส่องกล้องทางช่องคลอด (Hysteroscopy) ร่วมกับ การตรวจส่องกล้องทางหน้าท้อง (Laparoscopy)
ฝ่ายชาย
- ตรวจเลือดเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการมีบุตร (HbsAg, Anti-Hbs, Anti-HIV, VDRL, CBC, ABO-RH screen, HB-Typing)
- ตรวจระดับฮอร์โมนเพื่อประเมินการผลิตอสุจิ (FSH, LH, Testosterone)
- ตรวจวิเคราะห์เชื้ออสุจิ Computerized Semen Analysis หรือ TESE
หมายเหตุ:
- การตรวจร่างกายทั้งหมดใช้เวลา 1 วัน
- สำหรับการตรวจส่องกล้อง Laparoscopy, Hysteroscopy และ TESE, จำเป็นต้องทำการนัดหมายล่วงหน้า และเพื่อความปลอดภัย หลังการส่องกล้อง Laparoscopy จะต้องนอนพักฟื้นหลังส่องกล้องนานอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนกลับบ้าน
ขั้นตอนที่ 2: การกระตุ้นไข่
- ในวันที่ 2 ของรอบเดือน จำเริ่มทำการฉีดยาฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นไข่ โดยจะฉีดอย่างต่อเนื่องทุกวัน วันละครั้ง เป็นเวลา 10-12 วัน ผู้ป่วยสามารถรับยากลับไปฉีดเอง หรือสามารถมาฉีดยาที่สถาบันเพอร์เฟควูแมนได้ทุกวัน หรืออาจนำยาไปฉีดที่คลินิกใกล้บ้านได้
หมายเหตุ: สำหรับผู้ป่วยที่มาจากต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ สามารถนำยากลับไปหลังจากการตรวจวินิจฉัยเสร็จเรียบร้อย และเมื่อรอบเดือนมาวันแรกให้โทรศัพท์แจ้งพยาบาลที่ปรึกษาผู้มีบุตรยาก เพื่อรับคำแนะนำในการเริ่มฉีดยากระตุ้นไข่
- หลังจากฉีดยาครบตามกำหนด 7-10 วัน แพทย์จะนัดมาทำการตรวจติดตามการเจริญเติบโตของไข่ โดยการตรวจอัลตร้าซาวด์
หมายเหตุ: หลังจากขั้นตอนนี้ผู้ป่วยที่มาจากต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ควรวางแผนสำหรับการพักอยู่ในกรุงเทพเป็นเวลา 3-5 วัน เพื่อรอการเจาะเก็บไข่ ทั้งนี้แพทย์จะคาดการณ์ล่วงหน้าให้หลังการตรวจอัลตร้าซาวด์
ขั้นตอนที่ 3: การเจาะเก็บไข่
- เมื่อไข่มีการเจริญเติบโตจนมีขนาดที่เหมาะสม แพทย์จะให้ผู้ป่วยหยุดฉีดยากระตุ้นไข่ และจะให้ยาฉีดอีกชนิดหนึ่ง เพื่อช่วยให้ไข่สุกสมบูรณ์เต็มที่ โดยระยะเวลาหลังจากฉีดยาจนไข่สุกสมบูรณ์ จะใช้เวลาประมาณ 36 ชั่วโมง ซึ่งแพทย์จะต้องทำการเก็บไข่ในเวลานั้น ดังนั้นการฉีดยาเข็มสุดท้ายอาจต้องฉีดในเวลากลางคืน เวลาประมาณ 22.00 น.
- ในการเจาะไข่จะให้ยาระงับความรู้สึก จึงมีความจำเป็นต้องงดน้ำและอาหารก่อนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง การเจาะไข่ใช้เวลาเพียง 10 – 15 นาทีเท่านั้น และผู้ป่วยต้องพักฟื้นการอีก 1 ชั่วโมง เมื่อตื่นผู้ป่วยสามารถดื่มหรือรับประทานอาหารอ่อนได้ และสามารถกลับบ้านได้เลย
- ในวันเจาะไข่สามีต้องมาเพื่อเก็บอสุจิสำหรับการปฏิสนธิด้วย ซึ่งวันเจาะไข่จะถูกกำหนดล่วงหน้าให้ก่อน 3 – 5 วัน
หมายเหตุ: กรณีที่สามีไม่สามารถมาเก็บอสุจิในวันเจาะไข่ได้ อาจมาเก็บอสุจิแช่แข็งไว้ในวันที่สะดวกก่อนการเจาะเป็บไข่ สำหรับกรณีที่ตรวจพบว่าไม่มีอสุจิในน้ำอสุจิที่หลังออกมา แพทย์จะนัดทำการผ่าตัดเล็กๆ เพื่อเอาชิ้นเนื้อจากอัณฑะออกมาตรวจหาอสุจิ (TESE) ก่อนที่จะมีการกระตุ้นไข่ และหากตรวจพบว่ามีอสุจิ จะทำการแช่แข็งไว้สำหรับการปฎิสนธิ
ขั้นตอนที่ 4: การเตรียมมดลูกสำหรับใส่ตัวอ่อน
- ผู้ป่วยจะได้รับยาฮอร์โมนชนิดรับประทานและชนิดเหน็บช่องคลอด เพื่อเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกให้มีสภาพสมบูรณ์พร้อมสำหรับการใส่ตัวอ่อน ในอีก 5 – 6 วันหลังการเจาะไข่
- บางกรณีที่มีน้ำในช่องท้องมาก อันเป็นผลมาจากการที่มีไข่เกิดขึ้นจำนวนมาก และมีการผลิตฮอร์โมนมากกว่าในรอบเดือนที่มีการตกไข่ตามธรรมชาติ อาจต้องทำการเจาะหน้าท้องดูดเอาน้ำออกก่อนการใส่ตัวอ่อน เพื่อป้องกันการท้องนอกมดลูก และป้องกันไม่ให้เกิดการรบกวนกระบวนการฝังตัวของตัวอ่อน
หมายเหตุ: การเจาะหน้าท้องดูดน้ำออกนั้น จะต้องนอนพักฟื้นอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนกลับบ้าน
ขั้นตอนที่ 5: การปฏิสนธิและการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน
หลังเจาะไข่ เซลล์ไข่และอสุจิจะถูกนำมาปฏิสนธิกันในห้องทดลอง (ในกรณีที่มีจำนวนอสุจิน้อยมาก หรือได้อสุจิมาจากการทำ TESE จะทำการช่วยปฏิสนธิด้วยวิธี ICSI) เมื่อมีการปฏิสนธิแล้ว จะเพาะเลี้ยงตัวอ่อนต่อไปในห้องทดลองอีก 5-6 วัน ระหว่างนี้ ผู้ป่วยจะได้รับการเตรียมโพรงมดลูกสำหรับการปฏิสนธิ และแนะนำให้ทำกิจกรรมต่างๆได้ตามปกติ เมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสท์แล้ว ในรายที่มีความจำเป้นต้องตรวจ PGD ตัวอ่อนทั้งหมดจะถูกนำเซลล์บางส่วนออกมาเพื่อทำการตรวจโครโมโซม
ขั้นตอนที่ 6: การใส่ตัวอ่อน Blastocyst กลับคืนสู่โพรงมดลูก
ก่อนทำการใส่ตัวอ่อน แพทย์จะแสดงภาพตัวอ่อนทั้งหมดของผู้ป่วย และแจ้งให้ทราบถึงจำนวน คุณภาพของตัวอ่อนแต่ละตัว หากทำการตรวจโครโมโซมของตัวอ่อน แพทย์ก็จะแจ้งให้ทราบผลการตรวจว่า ตัวอ่อนแต่ละตัวมีโครโมโซมปกติหรือไม่ และเพื่อให้ผู้ป่วยเป็นผู้ตัดสินใจในการใส่ตัวอ่อน และการจัดการกับตัวอ่อนที่เหลือ เช่น ผู้ป่วยอาจมีตัวอ่อนมากถึง 5 ตัวอ่อน และเป็นตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติทั้งหมด ผู้ป่วยอาจขอให้แพทย์ใส่ตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีที่สุดจำนวน 1-2 ตัวอ่อน และทำการแช่แข็งตัวอ่อนที่เหลือไว้ เป้นต้น
ตัวอ่อนจะถูกใส่กลับคืนสู่โพรงมดลูกให้ทางช่องคลอด โดยใช้ท่อพลาสติกขนาดเล็ก ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่จำเป็นต้องให้ยาระงับความรู้สึก เพราะไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ดังนั้นแนะนำให้รับประทานอาหารและน้ำได้ตามปกติ หลังจากใส่ตัวอ่อน ควรนอนพักอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนกลับ
ขั้นตอนที่ 7: การดูแลหลังใส่ตัวอ่อน Blastocyst กลับคืนสู่โพรงมดลูก
- ผู้ป่วยจะได้รับยาฮอร์โมนเสริมหลังการใส่ตัวอ่อน ซึ่งมีในรูปแบบยารับประทาน ยาเหน็บช่องคลอด และยาฉีด การเลือกใช้ยาแต่ละชนิด ขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกความสมบูรณ์ของเยื่อบุโพรงมดลูก
- ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจระดับฮอร์โมนในเลือด เพื่อประเมินสภาพเยื่อบุโพรงมดลูก และจะได้รับการตรวจอัลตร้าซาวด์เพื่อประเมินและป้องกันภาวะแทรกซ้อน OHSS
- หลังจากใส่ตัวอ่อนแล้ว 14 วันจะทำการตรวจการตั้งครรภ์ ด้วยการตรวจฮอร์โมน hCG จากการเจาะเลือด ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจเอง เนื่องจากอาจได้ผลการตรวจผิดพลาดได้ การยืนยันการตั้งครรภ์จะกระทำด้วยอัลตร้าซาวด์ อีก 14 วันหลังจากผลตรวจการตั้งครรภ์เป็นบวก ซึ่งจะเห็นภาพถุงน้ำคร่ำเล็กๆ พร้อมกับมีการเต้นของหัวใจของทารก
|